วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556





"โปรไบโอติกส์" หรือแบคทีเรียมีประโยชน์กันมา โดยนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มักนำโปรไบโอติกส์มาเป็นจุดเด่นในการนำเสนอ อีกทั้งวงการสุขภาพก็พูดถึงอย่างแพร่หลาย ขณะที่วงการแพทย์ชี้ว่าอาจกลายเป็นยาปฏิชีวนะในศตวรรษที่ 21
สำหรับโปรไบโอติกส์ คือ แบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในอาหาร แต่ไม่ก่อให้เกิดโรค เมื่อทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์เข้าไปแล้ว แบคทีเรียพวกนี้ทนกรดทนด่างในกระเพาะและลำไส้เล็กได้ จึงสามารถผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่ เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรแบคทีเรียในนั้น สร้างประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหาร การดูดซึม การขับถ่าย ทั้งยังช่วยปรับสมดุลปริมาณแบคทีเรียในร่างกาย
โปรไบโอติกส์ สามารถผลิตกรดแลคติก ที่เรียกว่า แลคติกแอซิด โดยมีหลายชนิด ได้แก่ แลคโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลลัส, เอนเทอโรคอคคัส, สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลัส, ไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดัม แบคทีเรียที่ดีเหล่านี้ อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ตั้งแต่เราเป็นทารก จะทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและผลิตสารอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโน พลังงาน วิตามินเค วิตามินบี และสารปฏิชีวนะธรรมชาติหลายชนิด
การเติมโปรไบโอติกส์ให้ร่างกายจึงมีประโยชน์ ดังนี้
1. กรดแลคติกที่แบคทีเรียผลิตออกมา ช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรค
2. ระบบขับถ่ายดี ไม่เกิดการหมักหมมของเสีย ลดอัตราเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้และตับ
3. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและกำจัดสารก่อมะเร็งบางชนิด
4. ช่วยลดระดับน้ำตาลและคลอเรสเตอรอลในเลือด
5. ผลิตเอนไซม์แลคเตส ซึ่งช่วยย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ไม่มีอาการท้องอืดหรือท้องเสียจากการดื่มนม และช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น
6. วิตามินบีที่ได้ ทำให้เซลล์ในระบบภูมิต้านทานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้มีการผลิตเม็ดเลือดแดงได้ดี
เมื่อรู้จักโปรไบโอติกส์ อยากแนะนำให้รู้จักพรีไบโอติกส์กันด้วย เพราะมีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกัน
โดย "พรีไบโอติกส์" คือ สารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถจะย่อยได้ เมื่อผ่านเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่จะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ ให้เพิ่มจำนวนและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น สารกลุ่มนี้ได้แก่ อินูลิน (พบในส่วนของหัวหรือรากสะสมอาหาร เช่น กระเทียมต้น หอม กระเทียม กะหล่ำปลี) และโอลิโกฟรุคโตส (มีอยู่ในพืช เช่น หัวหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง และกล้วย) เหล่านี้จำเป็นต้องมีเพื่อรักษาสมดุลแบคทีเรียตัวดีและตัวร้าย
สรุปแล้วโปรไบโอติกส์ และพรีไบโอติกส์ รวมถึงใยอาหาร หากร่างกายได้รับอย่างเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร , ช่วยลดสารพิษหลายชนิด, ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น, ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ซึ่งแก้ปัญหาแน่นท้องหรือท้องเสียได้, ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมและเหล็กได้ดี
ไม่ใช่เพียงแค่นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตเท่านั้นที่มี อาหารที่ผ่านการหมักดองบางประเภทแล้วยังคงมีจุลินทรีย์มีชีวิตอยู่ เช่น นัตโตะ(ถั่วเหลืองหมักของญี่ปุ่น), กิมจิ(ผักดองของเกาหลี), เทมเป้(ถั่วหมักของอินโดนิซีย) ก็มีโปรไบโอติกส์ปะปนอยู่ รวมถึงผักผลไม้ดองของไทยเราก็เช่นกันนะคะ แต่จะเลือกเสริมโปรไบโอติกส์ให้ร่างกายด้วยอาหารชนิดไหน ระวังเรื่องความสะอาด และถูกสุขลักษณะกันด้วย อย่าลืมว่า You are what you eat เลือกทานอะไรดีๆ จะได้มีร่างกายที่แข็งแรงกันนะคะ


ขอขอบคุณบทความจาก สสส.
 แหล่งที่มา http://scimath.org/sciencearticle/item/3329  วันที่ 31/1/2556




อย.เผยพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักผลไม้หลายรายการ กลุ่มคาร์บาเมต กลุ่มไพรีทรอยด์และกลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส พบวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล โซเดียมไซคลาเมต ในมะเขือเทศอบแห้ง พบวัตถุกันเสีย ในซอฟเค้กสอดไส้ครีมรสสตรอเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟรุ๊ต เบส เพรพเพอเรชั่น (สมูทตี้และแต่งหน้าขนม) โดย อย. ได้ดำเนินคดีกับบริษัทผู้นำเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเรียกคืนสินค้ารุ่นที่มีปัญหาออกจากท้องตลาดทันทีแล้ว
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในช่วงพฤศจิกายน 2555 ได้แก่ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 59 ราย พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 จำนวน 17 รายพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2531 จำนวน 10 ราย และพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 จำนวน 5 ราย  รวมทั้งสิ้น 91 ราย  คิดเป็นมูลค่า 1,155,000 บาท
เลขาธิการอย. กล่าวต่อว่า จากการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร ได้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดกรณีในกรณีต่างๆ เช่น กรณีอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักผลไม้ต่างๆ ได้แก่ บล็อกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลีสีม่วง แครอทแห้ง แก้วมังกรสด  จึงได้ดำเนินคดีในข้อหานำเข้าเพื่อจำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน พบวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล โซเดียมซัยคลาเมต ไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ในมะเขือเทศอบแห้ง พบวัตถุกันเสียในซอฟเค้กสอดไส้ครีมรสสตรอเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟรุ๊ต เบส เพรพเพอเรชั่น (สมูทตี้และแต่งหน้าขนม) ซึ่งมีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุข
นอกจากนี้ยังพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ทางสื่อต่าง ๆ ได้แก่  นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  โดยโฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง และไม่ได้ขออนุญาตโฆษณา เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โฆษณาอวดอ้างช่วยลดน้ำหนัก ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ภูมิแพ้ โรคหอบหืด โลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งเป็นการโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงโอ้อวดเกินจริง เพราะผลิตภัณฑ์อาหารไม่มีสรรพคุณในทางยาดังที่โฆษณา ซึ่งพบว่ามีการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวมากถึง 40 ราย และในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทผ่านผิวหนังด้วยกระแสไฟฟ้า เครื่องนวดไฟฟ้า โดยโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาตรวม 10 ราย ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โฆษณาโดยใช้ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จำนวน 4 ราย อย่างไรก็ตาม ขอเตือนประชาชนอย่าได้ซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้ขออนุญาตจาก อย. ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และอย่าหลงเชื่อการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่ได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง มิหนำซ้ำยังอาจได้รับอันตราย จากผลิตภัณฑ์นั้น หรือเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ อย. ได้มีการดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติต่างๆ ในความรับผิดชอบของ อย.เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้กระทำผิดพร้อมรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์www.fda.moph.go.th คลิก “  ผลการดำเนินคดี ” เพื่อเป็นข้อมูลในการเฝ้าระวัง และหากพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ต้องขออนุญาตจาก อย. แต่ไม่ขออนุญาต หรือพบการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. โทร. 1556  เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ขอขอบคุณบทความจาก สสส.
แหล่งที่มาhttp://scimath.org/sciencearticle/item/3328  วันที่ 31/1/2556



ในขณะที่มีการรณรงค์ให้ผู้คนรับประทานผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ และในขณะเดียวกันที่มีข่าวของสารตกค้างที่มีอยู่ในผักและผลไม้ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากยาฆ่าแมลง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส หรือสารโลหะหนักอื่น ๆ ที่ปะปนมากับผักและผลไม้ ซึ่งสารเหล่านี้จะสามารถก่ออันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่จะได้รับประโยชน์เสียด้วยซ้ำไป
โรคที่มากับผักและผลไม้ที่มีสารพิษปะปนอยู่มีได้ทั้งโรคชนิดเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง อาการเฉียบพลัน เช่น อาเจียน คลื่นไส้ ปวดหัว หน้ามืด หายใจไม่ออก ปวดท้อง เป็นไข้ ชา หรือแม้แต่หมดสติไป เช่น บางคนไปกินราดหน้าที่มีผักคะน้าเป็นส่วนประกอบจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเรียกว่าอาหารเป็นพิษเป็นต้น ส่วนโรคเรื้อรังของการได้รับสารพิษที่มาจากผักและผลไม้ ส่วนมากจะมาจากการได้รับสารจากยากำจัดศัตรูพืช เช่น การเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร การเกิดโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ การเจริญเติบโตผิดปกติในเด็กและการเกิดความเครียด
จากข้อมูลการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อทำการสุ่มตรวจผัก 7 ชนิด ประกอบด้วย กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่ขายในตลาดสดทั่วไปและรถเร่ พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน 38.1% และเผัก 3 ชนิดที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด คือ ผักชี ถั่วฝักยาว พริกจินดา และจากการสุ่มตัวอย่างตรวจของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่าผักสดที่สุ่มเก็บจากตลาดสดที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด ได้แก่ คะน้า กะหล่ำดอก และต้นหอม ส่วนตัวอย่างที่สุ่มเก็บจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด ได้แก่ คะน้า มะเขือพวง และพริกไทย เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าผักเหล่านี้เป็นผักที่เราคุ้นเคยและกินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นเราจึงเสี่ยงต่อการที่จะได้รับสารพิษตกค้างที่มีอยู่ในผักได้
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการรับประทานผักให้ปลอดภัย ก่อนนำไปรับประทานหรือปรุงประกอบอาหาร ต้องล้างผักให้สะอาดเสียก่อน ในปัจจุบันมีวิธีการล้างผักอยู่หลายวิธีเพื่อลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างมากับผักให้ลดน้อยลง แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดอยู่ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
การใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5%ของกรดน้ำส้ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่นาน 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงร้อยละ 60-84 ข้อจำกัดคือผักอาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมา และผักบางอย่างเช่นผักกาดขาว ผักกาดเขียว อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูทำให้รสชาติเปลี่ยนไป และภาชนะที่ใส่ผักล้างไม่ควรเป็นพลาสติก
การใช้ด่างทับทิม (Potassium Permanganate) มีลักษณะเป็นเกล็ดแข็ง สีม่วง สามารถละลายได้ในน้ำ ให้สีชมพูหรือม่วงเข้ม เป็นสารประกอบประเภทเกลือ โดยใช้ปริมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 35-43 ข้อจำกัดคือการใช้ด่างทับทิมในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากก็จะทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้ รวมถึงหากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
ล้างผักโดยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่งเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63 วิธีนี้เป็นวิธีที่เรียกได้ว่าดีมากวิธีหนึ่งแต่มีข้อเสียอยู่ว่าใช้เวลานานในการล้างและใช้น้ำปริมาณมาก
ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38 วิธีการนี้ลดปริมาณได้ไม่มากและอาจมีเกลือและรสเค็มไปอยู่ในผักหรือผลไม้
ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด ลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95 ข้อจำกัดของการใช้เบกกิ้งโซดาคือมีส่วนผสมของโซเดียมอยู่และอาจดูดซึมเข้าสู่ผักหรือผลไม้ และหากล้างไม่สะอาดการได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้
วิธีการต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน ลดปริมาณสารพิษได้ ประมาณร้อยละ 50 วิธีการนี้เป็นอีกวิธีที่ดีและปลอดภัยแต่จะทำให้ผักหรือผลไม้ เสียคุณค่าทางอาหารไปกับน้ำและความร้อน เช่น วิตามินซี วิตามินบี1 ไนอะซิน
การปอกเปลือกหรือการลอกชั้นนอกของผักออก เช่น กะหล่ำปลี ถ้าลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 27-72
วิธีการแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายอยู่โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 0.3% ในน้ำ 4 ลิตร แช่ผักนานประมาณ 15 นาที จะลดปริมาณสารพิษฆ่าแมลงได้ร้อยละ 25-70 แต่วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังต้องดูให้ดีว่าน้ำยาล้างผักมีส่วนประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะในบางครั้งน้ำยาล้างผักจะแทรกซึมเข้าไปในผักซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
จะได้เห็นแล้วว่าแต่ละวิธีสามารถช่วยลดปริมาณของสารตกค้างที่อยู่ในผักและผลไม้ได้แต่ว่าจะเลือกวิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน ปริมาณและชนิดของผัก-ผลไม้ที่ต้องการจะล้าง และเวลาที่มีอยู่ และที่สำคัญคือพยายามรับประทานผัก-ผลไม้ให้หลากหลายอย่ากินซ้ำๆกันเกินไป และเปลี่ยนร้านที่ซื้อผัก-ผลไม้บ้าง เนื่องจากหากมีพิษหรือสารตกค้างในผักก็จะได้ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากนัก


ขอขอบคุณบทความจาก สสส.
แหล่งที่มาhttp://www.scimath.org/sciencearticle/item/3323  วันที่ 31/1/2556

ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เตือนผู้บริโภคในการซื้อ "กาแฟลดน้ำหนัก" หลังจากประเทศเยอรมันตรวจพบ "สารไซบูทรามีน" ในกาแฟลดน้ำหนักจากประเทศไทย
จากการเผยแพร่ข่าวประเทศเยอรมันตรวจพบ "สารไซบูทรามีน" ในกาแฟลดน้ำหนักจากประเทศไทยนั้น ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อ จึงขอเตือนผู้บริโภคในไทยให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อกาแฟลดน้ำหนักด้วย เนื่องจากเสี่ยงต่อสารต้องห้าม
ซึ่งจากผลการทดสอบกาแฟลดน้ำหนักที่เผยแพร่ลงในนิตยสารฉลาดซื้อประจำเดือนมีนาคม 2555 ฉบับที่ 133 กาแฟลดน้ำหนัก ได้จริงหรือ!! รายงานถึงผลการศึกษาเรื่องนี้ว่า กาแฟที่ลดน้ำหนักได้นั้นคือ กาแฟที่มีส่วนผสมของยาลดน้ำหนักซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอาหารทุกประเภท
ก่อนหน้านี้ สารไซบูทรามีนเป็นยาควบคุมพิเศษที่ใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วน (คือหมายถึง คนที่ป่วยจริงๆ ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองอ้วนหุ่นไม่ดีแล้วอยากจะลดน้ำหนัก) แต่เพราะความรุนแรงของสารตัวนี้มีผลถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดทำงาน และการที่มีผู้ไม่หวังดีนำสารไซบูทรามีนไปใส่ในอาหารเสริมแล้วอ้างสรรพคุณว่า ดื่มแล้วช่วยให้น้ำหนักลดซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทำให้ อย. ต้องตัดสินใจประกาศยกเลิกตำรับยาชนิดนี้ แต่ก็ยังมีคนนำสารไซบูทรามีนมาใส่ในผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยลดความอ้วน ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงกาแฟด้วย
อย่างที่ อย. เคยตรวจพบในกาแฟสำเร็จรูปนำเข้าจากจีนยี่ห้อหนึ่ง เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงทั้งการดื่มกาแฟและผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า ดื่มแล้วช่วยทำให้น้ำหนักลดทุกชนิดโดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีเลขมาตรฐานอาหารของ อย. เพราะเราอาจกำลังเสี่ยงอันตรายจากสารไซบูทรามีนโดยไม่รู้ตัว
ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ขอเตือนผู้บริโภคที่จะซื้อกาแฟลดน้ำหนัก ตามคำกล่าวอ้างสรรพคุณลดน้ำหนักได้รวดเร็วเห็นผลทันใจ อาจทำให้หัวใจหยุดทำงานได้อย่างเฉียบพลัน ดังนั้น หากผู้บริโภคพบเห็นหรือไม่ แน่ใจว่ากาแฟลดน้ำหนักที่ผู้บริโภคจะซื้อหามาทานนั้นจะมีสารไซบูทรามีนหรือไม่ ให้ผู้บริโภคแจ้งไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


ขอขอบคุณบทความจาก สสส.
แหล่งที่มาhttp://www.scimath.org/sciencearticle/item/3327   วันที่31/1/2556

      แสงออโรราหรือแสงเหนือแสงใต้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม พบได้เฉพาะบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เช่น แคนาดา รัฐอลาสก้าของสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ รัสเซีย  แต่บางครั้งอาจจะปรากฏให้เห็นในที่ซึ่งอยู่ละติจูดต่ำลงมา  ถ้าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือเรียกว่าแสงเหนือ (northern lights) หรือเรียกเป็นทางการว่าแสงออโรรา บอรีเอลิส (aurora borealis)  แต่ถ้าเกิดใกล้ขั้วโลกใต้จะเรียกว่าแสงใต้  (southern lights) หรือแสงออโรรา ออสตราลิส (aurora australis) 

    แสงเหนือแสงใต้มีสีสันต่าง ๆ ส่วนใหญ่ที่พบจะมีสีเขียวหรือสีขาว สีอื่นที่พบได้บ้าง เช่นสีแดง สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง

 

แหล่ง ที่มา http://cherokee.exteen.com/20100205/entry วันที่ 31 /1/2556